KEVIN DE BRUYNE เพราะฟุตบอลคือชีวิต คีย์แมนแห่งทัพเรือใบ

KEVIN DE BRUYNE

หนึ่งในผู้เล่นจอมทัพผู้สร้างสรรค์เกมรุกที่ดีที่สุดในยุคปัจจุบัน แม้ว่าอายุของเขาจะเข้าสู่ช่วยท้ายปลายทาง แต่ยังคงรักษามาตรฐานการเล่นที่ยอดเยี่ยมไว้ได้อยู่ ใช่แล้ว เรากำลังพูดถึง KEVIN DE BRUYNE สุดยอดมิดฟิลด์ผู้หายใจเข้าออกเป็นฟุตบอล ดูบอลสด99.LIVE จะพาทีมทุกไปรู้จักที่มาที่ไปของเขาว่ากว่าจะมีวันนี้ชีวิตต้องผ่านต้องพบเจอกับอะไรบ้าง

KEVIN DE BRUYNE

KEVIN DE BRUYNE หลงใหลการเล่นฟุตบอลตั้งแต่วัยเด็ก

เด็กหนุ่มแก้มแดงรายนี้เกิดวันที่ 28 มิถุนายน 1991 ที่ย่านดรองเก้น ในเมืองเกนท์ ประเทศเบลเยี่ยม เมืองที่ผู้คนส่วนใหญ่มักจะใช้ภาษาดัตช์ในการสื่อสาร ในครอบครัวที่ถือว่ามีฐานะดีทำธุรกิจส่วนตัว และมีหุ้นในบริษัทส่งออกน้ำมัน ด้วยการที่พ่อแม่ของเขาไม่ค่อยมีเวลาสักเท่าไหร่ ทำให้ถูกส่งเข้าโรงเรียนประจำเมื่อตอนอายุ 4 ขวบ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ KEVIN DE BRUYNE ได้รู้จักกีฬาฟุตบอล

เขามี ไมเคิ่ล โอเว่น อดีตศูนย์หน้าร่างเล็กของ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล เป็นนักเตะที่ชื่นชอบ เพราะจุดเริ่มต้นของเขาก็เล่นในตำแหน่งกองหน้าเหมือนกัน

พอเขาอายุได้ 6 ขวบก็เข้าสู่ทีมท้องถิ่น ๆ เล็กในบ้านเกิด เควีวี ดรองเก้น อยู่ประมาณ 2 ปี จากนั้นก็มีโอกาสเข้าไปอยู่กับสโมสรดังประจำเมืองอย่าง เคเอเอ เกนท์ แต่เขาก็มีปัญหาเหมือนกันเพราะไม่เหมือนกับเด็กทั่วไปในยุคนั้น ไม่เล่นเกม PLAYSTATION ไม่มีเพื่อน ไม่สุงสิงกับใคร ค่อนข้างเก็บตัว ทำให้เขาเลือกตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิตด้วยการจากครอบครัวไปอยู่กับเกงค์ในปี 2005 หรืออายุ 14 ปี

KEVIN DE BRUYNE

KEVIN DE BRUYNE เทิร์นโปรสู่อาชีพค้าแข้ง

แม้ว่าตัวเขาจะไม่ได้ขัดสนเรื่องของเงินทอง แต่ชีวิตในเส้นทางลูกหนังของ KEVIN DE BRUYNE ก็ไม่ได้ราบรื่นเสียทีเดียว ซึ่งการมาอยู่กับ เกงค์ ที่อยู่ห่างจากถิ่นฐานบ้านเกิดประมาณ 150 กิโลเมตร ในปีแรกต้องอยู่ตามลำพัง เพราะพ่อแม่ก็วุ่นอยู่กับธุรกิจ หลังจากนั้นสโมสรได้หาครอบครัวอุปถัมภ์มาดูแลเขา แรก ๆ ก็เหมือนจะดีไม่มีปัญหาอะไร

แต่หลังจากนั้นก็เกิดเรื่องขึ้น เพราะในวันหยุดที่เขากลับไปยังบ้านเกิด ได้เห็นแม่แท้ ๆ ของตัวเองนั่งร้องไห้ เพราะครอบครัวที่อุปถัมภ์ได้โทรมาว่าจะไม่ดูแลเด็กชาย เกฟิน เดอ เบรยเนอคนนี้อีกแล้ว เนื่องจากเป็นเด็กที่ไม่ค่อยพูด ปรับตัวยาก ทำให้เขารู้สึกช็อกไปเลย เพราะนั่นหมายความว่าเขาได้กลายเป็นตัวปัญหา

เจ้าตัวเกือบจะยอมแพ้ในระหว่างที่อยู่ในทีมเยาวชนของเกงค์ แต่ด้วยความมุ่งมั่นมุมานะของเขา ทำให้ในปี 2008 เขาก็ถูกเรียกขึ้นไปซ้อมกับทีมชุดใหญ่ และได้รับโอกาสลงสนามในฐานะผู้เล่นอาชีพเกมแรกในเดือนมีนาคมปี 2009 ในเกมที่พ่ายให้กับชาเลอรัวแบบหมดสภาพ 3-0

ซึ่งฤดูกาลต่อมาได้เวลาที่ KEVIN DE BRUYNE ได้โชว์ศักยภาพอย่างเต็มตัวเขากลายเป็นผู้เล่นตัวหลักของทีมด้วยวัยเพียง 18 ปี ลงเล่นอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะพาทีมคว้าแชมป์ลีก เบลเยี่ยม ในฤดูกาล 2010-11 จนชื่อของเขากลายเป็นที่รู้จักและได้รับความสนใจจากหลายสโมสรยักษ์ใหญ่

KEVIN DE BRUYNE

เควิน เดอ บรอยน์ ไม่มีโอกาสที่ “เดอะ บริดจ์”

หลังประสบความสำเร็จคว้าแชมป์ลีกกับเกงค์ในฤดูกาล 2010-11 เขาเลือกที่จะอยู่กับทีมต่อไป ก่อนจะได้รับข้อเสนอย้ายไปร่วมทีม “สิงห์บลูส์” เชลซี ในช่วงเปิดตลาดซื้อขายนักเตะหน้าหนาวเดือนมกราคมปี 2012 ด้วยค่าตัว 7 ล้านปอนด์ แต่เป็นการซื้อไว้ก่อน และถูกปล่อยให้ต้นสังกัดเดิมยืมตัวจนจบฤดูกาล จากนั้นก็ย้ายมาอยู่กับทีมอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2012 สำหรับเขาแล้วเปรียบเสมือนฝันที่เป็นจริง

อย่างไรก็ตามเขาได้ลงเล่นแค่เกมอุ่นเครื่อง เพราะถูก โรแบร์โต้ เด มัตเตโอ กุนซือในขณะนั้นเลือกที่จะปล่อยตัวให้กับ “นกนางนวล” แวร์เดอร์ เบรเมน ยืมตัวไปใช้งาน ซึ่งผลงานของเขาถือว่าทำได้อย่างยอดเยี่ยมในฐานะผู้เล่นมิดฟิลด์ตัวรุกสร้างสรรค์เกม ได้ลงเล่นไป 34 เกมในทุกรายการและยิงไป 10 ประตู

หลังหมดสัญญายืมตัวก็กลับมาต้นสังกัดเดิม เชลซี ที่มีการเปลี่ยนแปลงกุนซืออีกครั้ง แต่ตั้งให้ “เดอะ สเปเชี่ยล วัน” โชเซ่ มูรินโญ่ เข้ามาคุมทีมคำรบสอง เควินเดอะบอย อยู่กับทีมและได้เดินทางมายังประเทศไทยในการเก็บตัวปรีซีซั่นเตรียมความพร้อมสำหรับฤดูกาลใหม่ ในระหว่างนั้นก็ได้รับความสนใจจากสโมสรในเยอรมันที่ได้เห็นฝีเท้าของเขากับการเล่นให้ แวรเดอร์ เบรเมน และพกรางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมของบุนเดสลีกาติดตัวมาด้วย

เควิน เดอ บรอยน์

น่าเสียดายที่สุดท้ายแล้วเขาได้มีโอกาสลงเล่นให้กับ เชลซี ไปแค่ 3 เกมเท่านั้น ก่อนจะถูกขายให้กับ โวล์ฟสบวร์ก ด้วยค่าตัว 18 ล้านปอนด์ ในช่วงเดือนมกราคมปี 2014 ปิดฉากเส้นทางในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ ที่ไม่สวยหรูสักเท่าไหร่ จะเรียกว่าล้มเหลวก็ไม่เชิง เพราะเอาเข้าจริง ๆ เขาไม่ได้รับโอกาสได้พิสูจน์ตัวเองมากกว่า

เควิน เดอ บรอยน์

เมื่อได้รับโอกาสกับเชลซี KEVIN DE BRUYNE ตัดสินใจเลือกเส้นทางใหม่ในชีวิตด้วการย้ายมาอยู่กับ โวล์ฟสบวร์ก ในบุนเดสลีกา เยอรมัน สถานที่ที่เขาคุ้นเคยดี เพราะก่อนหน้านี้ก็เล่นให้กับ แวร์เดอร์ เบรเมน ด้วยสัญญายืมตัว เขาแทบจะไม่ต้องปรับตัวอะไรมากมาย เล่นได้เข้าขากับเพื่อนร่วมทีมทันที โดยลงสนามไปทั้งหมด 18 เกม และ 7 แอสซิสต์ ทุกรายการในครึ่งซีซั่นแรกของต้นสังกัดใหม่

โดยในฤดูกาลต่อมา ผลงานของเขาได้ฉายแววของการเป็นซูเปอร์สตาร์ลงเล่นอย่างต่อเนื่องในทุกรายการไปทั้งหมด 51 เกม ยิงได้ 16 ประตู และ 28 แอสซิสต์ พาทีมจบรองแชมป์ลีกของเมืองเบียร์ พร้อมคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของศึกบุนเดสลีกา เยอรมัน ในเวลานั้นเขากลายเป็นที่สนใจของหลายสโมสรยักษ์ใหญ่อีกครั้ง

เควิน เดอ บรอยน์

เควิน เดอ บรอยน์ สู่การเป็นตำนานของทัพ “เรือใบสีฟ้า”

ผลงานในบุนเดสลีกา เยอรมัน ของเขาโดดเด่นแบบสุด ๆ เรียกได้ว่ากลับมาคืนชีพอีกครั้ง เควิน เดอ บรอยน์ได้รับความสนใจจากหลายสโมสร แต่สุดท้ายเลือกย้ายมาอยู่กับ “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในยุคที่มี มานูเอล เปเญกรินี่ คุมทีมด้วยค่าตัว 55 ล้านปอนด์ กลายเป็นผู้เล่นค่าตัวแพงที่สุดของสโมสรในเวลานั้น และอันดับสองของพรีเมียร์ลีกเป็นรองเพียง อังเคล ดิ มาเรีย ที่ย้ายมาอยู่กับ แมนฯยูไนเต็ด

การกลับมาเล่นในอังกฤษอีกครั้งของ KEVIN DE BRUYNE ปีแรกอาจจะยังไม่ได้โดดเด่นมากนัก จบอันดับ 4 ของตาราง ทำให้ มานูเอล เปญกรินี่ ต้องกระเด็นออกจากเก้าอี้กุนซือ และผู้ที่เข้ามาแทนคือ เป๊บ กวาร์ดิโอล่า ยอดกุนซือที่ประสบความสำเร็จกับ บาร์เซโลน่า และบาเยิร์น มิวนิค และเขารู้จักฝีเท้าของ KEVIN DE BRUYNE เป็นอย่างดี เพราะขับเคี้ยวกันมาแล้วในบุนเดสลีกา

โดยการเข้ามาของ เป๊บ กวาร์ดิโอล่า ได้ยกระดับของ แมนฯซิตี้ กลายเป็นสโมสรที่กวาดแชมป์เป็นว่าเล่นได้ทุกรายการ และช่วยเค้นศักยภาพของ KEVIN DE BRUYNE ออกมาอย่างเต็มเปี่ยม และเขาได้กลายเป็นผู้เล่นระดับตำนานของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อย่างแท้จริง แม้ตอนนี้จะอายุ 32 ปี แต่ยังโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะฤดูกาลนี้ที่โชคร้ายบาดเจ็บตั้งแต่นัดเปิดสนาม แต่กลับมาก็มีอิมแพ็คกับทีมทันทีลงสนามช่วยให้ทีมคว้าชัยในช่วงเวลาสำคัญ

เดอ บรอยน์

เคล็ดไม่ลับของเควิน เดอ บรอยน์ กับการเล่นได้สองเท้า

ความพิเศษของ KEVIN DE BRUYNE นอกจากเขาจะมีเท้าขวาชั่งทอง จ่ายบอล และยิงประตูได้อย่างแม่นยำแล้ว เท้าซ้ายของเควิน เดอ บรอยน์ ก็มีความหนักหน่วงและคุณภาพที่รุนแรงไม่แพ้กัน เรียกได้ว่าเขาสามารถเล่นได้ทั้งสองเท้าแบบไม่เคอะเขิน ซึ่งเจ้าตัวได้เปิดเผยว่าไม่ใช่ความลับอะไร เป็นเพราะตอนเด็กโดนเพื่อนบังคับไม่ให้ใช้เท้าขวาเพราะเก่งเกินไป

เควิน เดอ บรอยน์ ขึ้นชั้นจอมแอสซิสต์พรีเมียร์ลีก

การเข้ามาเป็นนักเตะแมนซิตี้ ส่งให้เขาได้เป็นนักเตะระดับโลก และกลายเป็นนักเตะจอมสร้างสรรค์เกมที่ทำแอสซิสต์ในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ไปแล้ว 104 ครั้ง จากการลงเล่นกับทีมเรือใบตั้งแต่ปี 2015 จนถึงปัจจุบัน รั้งอันดับ 3 แอสซิสต์สูงตลอดกาล ตามหลัง เชสก์ ฟาเบรกาส และไรอัน กิ๊กส์

KEVIN DE BRUYNE ต้องการแอสซิสต์อีกแค่ 7 ครั้งก็จะทำสถิติเทียบเท่าอันดับ 2 อย่าง เชสก์ ฟาเบรกาส อดีตมิดฟิลด์ของ “ปืนใหญ่” อาร์เซน่อล ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ภายในฤดูกาลนี้เหมือนกัน เพราะปัจจุบันเจ้าตัวหายจากอาการบาดเจ็บกลับมาช่วยทีมได้แล้ว

เดอ บรอยน์

KEVIN DE BRUYNE ผู้เป็นตำนานต้นแบบจอมทัพยุคใหม่

นับวันนักเตะมิดฟิลด์สไตล์จอมทัพผู้สร้างสรรค์เกมเริ่มจะลดน้อยถอยลงไปทุกวัน ซึ่ง KEVIN DE BRUYNE ถือว่าเป็นต้นแบบของผู้เล่นเพลย์เมกเกอร์ในยุคใหม่ เพราะเขามีความสามารถรอบด้าน ครอบเครื่องทั้งการจ่ายบอล, ยิงประตู, การออกไปช่วยทางริมเส้นหรือเล่นเป็นตัวบ็อกซ์ทูบ็อกซ์ที่สามารถช่วยทีมได้ทั้งเกมรับและเกมรุก

น่าสนใจว่าต่อจากนี้หากหมดยุคของเขาจะมีนักเตะรุ่นใหม่ ๆ ในสไตล์เดียวกับเขาขึ้นมาอีกไหม อย่างไรก็ตามเส้นทางค้าแข้งของ KEVIN DE BRUYNE ยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างน้อย ๆ ก็น่าจะอีกสัก 2 ปี แต่ตอนนี้เขาได้กลายเป็นตำนานจอมทัพผู้สร้างสรรค์เกมของ แมนฯซิตี้ ไปแล้ว

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ KEVIN DE BRUYNE

ลงเล่นให้กับเชลซีไปกี่เกม?

3 เกม

คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษกี่สมัย?

5 สมัย (2017–18, 2018–19, 2020–21, 2021–22, 2022–23)

พูดได้กี่ภาษา?

5 ภาษา (ดัตช์, อังกฤษ, เยอรมัน, ฝรั่งเศสและสเปน)

ย้ายมาอยู่กับ แมนฯซิตี้ ด้วยค่าตัวเท่าไหร่?

55 ล้านปอนด์

ทำแอสซิสต์ในพรีเมียร์ลีกไปแล้วกี่ครั้ง?

104 ครั้ง (จนถึงฤดูกาล 2023/2024)

บทความล่าสุด

ข่าวฟุตบอลล่าสุด

ไฮไลท์ฟุตบอลล่าสุด

วิเคราะห์บอลล่าสุด